วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วัชพืชของโปียเซียน

วัชพืชของโปียเซียน
เพลี้ยไฟ (Thrips)
             ในปี พ.ศ.2537 ที่ผ่านมาโป๊ยเซียนที่ปลูกตามที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยแสดงอาการใบและดอกลาย ผู้ปลูกเลี้ยงได้สันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา บางรายก็ว่าเป็นอาการที่เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อไวรัส บางรายก็ว่าเกิดจากไส้เดือนฝอย  ในส่วนของผู้เขียนเองก็ได้ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนไว้จำนวนหนึ่ง เกือบทุกต้นก็ว่าได้ที่เกิดอาการใบและดอกลาย  กว่าจะพบว่าเกิดจากสาเหตุอะไรโป๊ยเซียนที่ปลูกไว้ก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมเต็มที การพบก็เป็นการบังเอิญโดยที่ตัดกิ่งโป๊ยเซียนที่แสดงอาการใบลายไปปักชำ แล้วใช้ขวดพลาสติกที่ใช้บรรจุน้ำอัดลมขนาด 2 ลิตร ตัดปากขวดออกแล้วครอบกิ่งชำนั้นไว้ 3-4 วัน ให้หลังสังเกตพบว่าใบของโป๊ยเซียนเหลืองและร่วงหล่นไป  จึงเปิดครอบพลาสติกออกได้พบเพลี้ยไฟจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่บนกิ่งชำนั้น เมื่อพบว่าสาเหตุคืออะไร  การแก้ไขปัญหาใบและดอกลายก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงพ่นสารกำจัดแมลง 1-2 ครั้ง ก็สามารถขจัดปัญหาเรื่องใบและดอกลายออกไปได้หมด
เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 1-1.2 มิลลิเมตร ตัวเมียวางไข่ไว้ในเนื้อเยื่อของใบอ่อน ตัวอ่อนมีรูปร่างเรียวยาว สีเหลืองอ่อน เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเข้าทำลายโป๊ยเซียนโดยการใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อใบอ่อนและดอกอ่อนให้ช้ำก่อนแล้วจึงใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยงเป็นอาหาร เมื่อใบและดอกอ่อนที่ถูกทำลายเจริญเติบโตมีขนาดเพิ่มขึ้น รอยแผลที่เกิดจากการดูดกินก็ขยายใหญ่ขึ้นด้วย เห็นเป็นรอยขีดเป็นทางสีน้ำตาล ลวดลายไม่แน่นอนบนใบและดอกที่ถูกทำลาย โป๊ยเซียนต้นที่ถูกทำลายอย่างรุนแรง จะชะงักการเจริญเติบโต และหากส่งเข้าประกวดก็จะสูยเสียความงามในส่วนของใบไป
เพลี้ยไฟโป๊ยเซียนพบได้ทุกแห่งที่มีการปลูกโป๊ยเซียน การแพร่ระบาดมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน  หากผู้ปลูกเลี้ยงพบลักษณะอาการใบและดอกลายให้ใช้สารกำจัดแมลงพ่นให้ทั่วโดยเฉพาะบริเวณยอด ใบอ่อนและดอกอ่อน สารกำจัดแมลงที่แนะนำให้เลือกใช้ได้แก่
1. เมทโธมิล (methomyl)
มีชื่อการค้าว่า แลนเนท (Lannate) มีลักษณะเป็นผง ความเข้มข้น 40 ใช้ในอัตรา 15-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรและที่อยู่ในรูปของของเหลว มีชื่อการค้าว่า แลนเนท แอล (Lannate L) มีความเข้มข้น 18 ใช้ในอัตรา 30-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
2. โมโนโครโตฟอส (monocrotophos)
มีชื่อทางการค้าว่า อโซดริน 60 (Azodrin 60 WSC) ใช้ในอัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
3.  คาร์โบซัลแฟน (carbosulfan)
มีชื่อการค้าว่า พอสซ์ (Posse 20 EC) ใช้ในอัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
หนอนคืบ (Semi-looper)
·                    หนอนคืบกินใบโป๊ยเซียน  เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของโป๊ยเซียนอีกชนิดหนึ่ง มักพบเข้ากัดกินใบโป๊ยเซียนในช่วงฤดูฝน  หนอนคืบชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดีของเกษตรกรผู้ปลูกละหุ่งในชื่อว่า หนอนคืบละหุ่ง (castor semi-looper – Achaea janata (Linnaeus)) เพราเป็นแมลงศัตรูตัวร้ายของละหุ่ง  ในโป๊ยเซียนความสำคัญก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  โดยที่แมลงชนิดนี้แพร่ขยายพันธุ์ได้เร็ว ตัวหนอนมีขนาดใหญ่ กินจุ สามารถกินใบอ่อนของโป๊ยเซียนให้หมดต้นและเคลื่อนย้ายไปกินต้นอื่นได้อีก และบางครั้งอาจกัดกินส่วนยอดด้วย ทำให้โป๊ยเซียนเติบโตได้ไม่สมบูรณ์
ตัวเต็มวัยของหนอนชนิดนี้เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดกลาง สีน้ำตาลอ่อนปนเทา ความกว้างเมื่อกางปีกออกวัดได้ 4-4.5 เซนติเมตร ตัวเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ ในเวลากลางคืนตามใต้ใบอ่อนหรือกลีบดอก ตัวเมียตัวหนึ่ง ๆ สามารถวางไข่ได้ถึง 4-5 ร้อยฟอง หนอนขนาดเล็กมีสีน้ำตาล เมื่อโตขึ้นมีสีเข้มข้น ส่วนหัวมีสีดำ และข้างแก้มทั้งสองข้างมีสีขาว ลำตัวด้านข้างมีลายสีน้ำตาลพาดตามความยาวลำตัวและมีจุดสีดำข้างละ 10 จุด เวลาเคลื่อนที่ไปหนอนจะคืบส่วนหัวออกไปข้างหน้าก่อนแล้วยกลำตัวให้โค้งขึ้น ใช้ส่วนขาที่อยู่ท้ายสุดของลำตัวเกาะชิดกับส่วนหัวแล้วจึงคืบส่วนหัวออกไปใหม่ หนอนเมื่อโตเต็มที่มีขนาดยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร จากนั้นจึงลงมาเข้าดักแด้ตามพื้นดินและออกเป็นผีเสื้อต่อไป
หนอนคืบเมื่อฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ จะแทะเล็มส่วนของผิวใบหรือผิวดอกด้านล่างให้เป็นรอย และถ่ายมูลไปตกไว้ตามใบล่าง ๆ สังเกตได้ชัดเจน  ส่วนหนอนที่โตแล้วจะกัดกินใบให้แหว่งเว้าหรือเหลือแต่เพียงก้านใบ หากพบร่องรอยการทำลาย  ให้ตรวจหาหนอนซึ่งมักจะซ่อนตัวอยู่ตามใต้ใบหรือลำต้น เมื่อพบให้ใช้มือจับออกไปทำลายทิ้ง  หากพบหนอนในปริมาณมากหรือมีการระบาดรุนแรงเกินกำลังที่ใช้มือจับไปทำลาย  ให้ใช้สารกำจัดแมลงพ่นให้ทั่วต้น  สารกำจัดแมลงที่ใช้ได้ผลดีคือ
1.  คาร์บาริล (carbaryl) มีชื่อการค้าว่า เซฟวิน 85 (Sevin 85 WP) ใช้ในอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
2.  เมทโธมิล (methomyl) มีชื่อการค้าว่า แลนเนท (Lannate) มีลักษณะเป็นผง ความเข้มข้น 40 ใช้ในอัตรา 15-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และที่อยู่ในรูปของของเหลวมีชื่อการค้าว่า แลนเนท แอล (Lannate L) มีความเข้มข้น 18 ใช้ในอัตรา 30-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
แมลงหวี่ขาว (Whitefly)
·         แมลงหวี่ขาวที่ลงทำลายโป๊ยเซียเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไปในอีกชื่อหนึ่งว่า แมลงหวี่ขาวยาสูบ (tobacco whitefly – Bemisia tabaci(Gennadius)) แมลงหวี่ขาวทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณด้านใต้ใบโป๊ยเซียน  ใบที่ถูกทำลายมาก ๆ จะมีขนาดเล็กและเหลืองร่วงก่อนกำหนด  นอกจากนี้แมลงหวี่ขาวยังขับถ่ายน้ำหวานออกมาตกลงมาบนใบที่อยู่ข้างล่างซึ่งน้ำหวานที่ถ่ายออกมานั้นเป็นอาหารอย่างดีของราดำ  ราดำจึงเจริญขึ้นปกคลุมใบ ทำให้ใบสกปรกและการสังเคราะห์แสงลดน้อยลง โป๊ยเซียนจึงเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร
แมลงหวี่ขาวเป็นแมลงปากดูขนาดเล็ก ปีกมีสีขาวซึ่งปกคลุมไปด้วยผงคล้ายแป้งสีขาว ขนาดเมื่อกางปีกออก มีความกว้างของปีก 1.5-2 มิลลิเมตร ตัวเมียวางไข่ด้านใต้ใบอ่อน ตัวอ่อนเมื่อฟักออกจากไข่จะอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณที่วางไข่นั้น ตัวอ่อนมีลักษณะกลมรี แบนราบติดกับผิวใบ เมื่อโตเต็มที่จึงเข้าดักแด้และออกเป็นตัวเต็มวัยต่อไป
มักพบเห็นแมลงหวี่ขาวเข้าทำความเสียหายให้กับโป๊ยเซียนในช่วงที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง หากพบการระบาด สารกำจัดแมลงที่แนะนำให้ใช้ในการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟสามารถใช้ได้ผลดีกับแมลงหวี่ขาวเช่นกัน นอกจากนี้การกำจัดวัชพืชบางชนิดเช่น สาบเสือ หญ้าฟองสบู่ ฯลฯ ซึ่งเป็นพืชอาหารของแมลงหวี่ขาวให้หมดไปจากบริเวณที่ปลูกโป๊ยเซียน ก็เป็นการช่วยลดปริมาณแมลงหวี่ขาวที่จะเคลื่อนย้ายมายังต้นโป๊ยเซียนที่ปลูกอยู่ด้วย
            แมลงศัตรูโป๊ยเซียนชนิดอื่น ๆ ที่พบเข้าทำความเสียหายให้กับโป๊ยเซียนเป็นบางครั้งบางคราวในปริมาณไม่มากนัก เช่น แมลงหวี่ขาว (spiraling whitefly – Aleurodicus disperses (Russell)) เพลี้ยแป้ง (mealybug) เพลี้ยอ่อน (aphid) หนอนบุ้ง (hairy caterpillar) หนอนด้วงปีกแข็ง (white grub) หนอนกระทู้ (cutworm) และหนอนม้วนใบถั่วเหลือง (soybean leafroller – archips micacaena(Walder)) เป็นต้น  ซึ่งถ้าหากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวนต่อการเจริญเติบโต และการแพร่พันธุ์ ประกอบกับการดูแลของผู้ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนไม่ดีพอด้วยแล้ว แมลงเหล่านี้บางชนิดอาจจะกลาย เป็นแมลงศัตรูสำคัญของโป๊ยเซียนขึ้นมาได้เช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น