วัชพืชของโปียเซียน
เพลี้ยไฟ (Thrips)
ในปี พ.ศ.2537 ที่ผ่านมาโป๊ยเซียนที่ปลูกตามที่ต่าง
ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยแสดงอาการใบและดอกลาย ผู้ปลูกเลี้ยงได้สันนิษฐานกันไปต่าง
ๆ นานา บางรายก็ว่าเป็นอาการที่เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อไวรัส บางรายก็ว่าเกิดจากไส้เดือนฝอย
ในส่วนของผู้เขียนเองก็ได้ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนไว้จำนวนหนึ่ง
เกือบทุกต้นก็ว่าได้ที่เกิดอาการใบและดอกลาย กว่าจะพบว่าเกิดจากสาเหตุอะไรโป๊ยเซียนที่ปลูกไว้ก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมเต็มที
การพบก็เป็นการบังเอิญโดยที่ตัดกิ่งโป๊ยเซียนที่แสดงอาการใบลายไปปักชำ
แล้วใช้ขวดพลาสติกที่ใช้บรรจุน้ำอัดลมขนาด 2 ลิตร
ตัดปากขวดออกแล้วครอบกิ่งชำนั้นไว้ 3-4 วัน
ให้หลังสังเกตพบว่าใบของโป๊ยเซียนเหลืองและร่วงหล่นไป จึงเปิดครอบพลาสติกออกได้พบเพลี้ยไฟจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่บนกิ่งชำนั้น
เมื่อพบว่าสาเหตุคืออะไร การแก้ไขปัญหาใบและดอกลายก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
เพียงพ่นสารกำจัดแมลง 1-2 ครั้ง
ก็สามารถขจัดปัญหาเรื่องใบและดอกลายออกไปได้หมด
เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็ก
ลำตัวยาวประมาณ 1-1.2
มิลลิเมตร ตัวเมียวางไข่ไว้ในเนื้อเยื่อของใบอ่อน
ตัวอ่อนมีรูปร่างเรียวยาว สีเหลืองอ่อน เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเข้าทำลายโป๊ยเซียนโดยการใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อใบอ่อนและดอกอ่อนให้ช้ำก่อนแล้วจึงใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยงเป็นอาหาร
เมื่อใบและดอกอ่อนที่ถูกทำลายเจริญเติบโตมีขนาดเพิ่มขึ้น
รอยแผลที่เกิดจากการดูดกินก็ขยายใหญ่ขึ้นด้วย เห็นเป็นรอยขีดเป็นทางสีน้ำตาล
ลวดลายไม่แน่นอนบนใบและดอกที่ถูกทำลาย โป๊ยเซียนต้นที่ถูกทำลายอย่างรุนแรง
จะชะงักการเจริญเติบโต และหากส่งเข้าประกวดก็จะสูยเสียความงามในส่วนของใบไป
เพลี้ยไฟโป๊ยเซียนพบได้ทุกแห่งที่มีการปลูกโป๊ยเซียน
การแพร่ระบาดมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน หากผู้ปลูกเลี้ยงพบลักษณะอาการใบและดอกลายให้ใช้สารกำจัดแมลงพ่นให้ทั่วโดยเฉพาะบริเวณยอด
ใบอ่อนและดอกอ่อน สารกำจัดแมลงที่แนะนำให้เลือกใช้ได้แก่
1. เมทโธมิล (methomyl)
มีชื่อการค้าว่า แลนเนท (Lannate) มีลักษณะเป็นผง
ความเข้มข้น 40℅ ใช้ในอัตรา 15-40
กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรและที่อยู่ในรูปของของเหลว
มีชื่อการค้าว่า แลนเนท แอล (Lannate L) มีความเข้มข้น 18℅ ใช้ในอัตรา 30-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ
20 ลิตร
2. โมโนโครโตฟอส (monocrotophos)
มีชื่อทางการค้าว่า อโซดริน 60 (Azodrin 60℅ WSC) ใช้ในอัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ
20 ลิตร
3. คาร์โบซัลแฟน (carbosulfan)
มีชื่อการค้าว่า พอสซ์ (Posse 20℅ EC) ใช้ในอัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ
20 ลิตร
หนอนคืบ (Semi-looper)
· หนอนคืบกินใบโป๊ยเซียน
เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของโป๊ยเซียนอีกชนิดหนึ่ง
มักพบเข้ากัดกินใบโป๊ยเซียนในช่วงฤดูฝน หนอนคืบชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดีของเกษตรกรผู้ปลูกละหุ่งในชื่อว่า
หนอนคืบละหุ่ง (castor semi-looper – Achaea janata (Linnaeus)) เพราเป็นแมลงศัตรูตัวร้ายของละหุ่ง ในโป๊ยเซียนความสำคัญก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
โดยที่แมลงชนิดนี้แพร่ขยายพันธุ์ได้เร็ว ตัวหนอนมีขนาดใหญ่ กินจุ
สามารถกินใบอ่อนของโป๊ยเซียนให้หมดต้นและเคลื่อนย้ายไปกินต้นอื่นได้อีก
และบางครั้งอาจกัดกินส่วนยอดด้วย ทำให้โป๊ยเซียนเติบโตได้ไม่สมบูรณ์
ตัวเต็มวัยของหนอนชนิดนี้เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดกลาง
สีน้ำตาลอ่อนปนเทา ความกว้างเมื่อกางปีกออกวัดได้ 4-4.5 เซนติเมตร
ตัวเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ ในเวลากลางคืนตามใต้ใบอ่อนหรือกลีบดอก
ตัวเมียตัวหนึ่ง ๆ สามารถวางไข่ได้ถึง 4-5 ร้อยฟอง
หนอนขนาดเล็กมีสีน้ำตาล เมื่อโตขึ้นมีสีเข้มข้น ส่วนหัวมีสีดำ
และข้างแก้มทั้งสองข้างมีสีขาว ลำตัวด้านข้างมีลายสีน้ำตาลพาดตามความยาวลำตัวและมีจุดสีดำข้างละ
10 จุด
เวลาเคลื่อนที่ไปหนอนจะคืบส่วนหัวออกไปข้างหน้าก่อนแล้วยกลำตัวให้โค้งขึ้น
ใช้ส่วนขาที่อยู่ท้ายสุดของลำตัวเกาะชิดกับส่วนหัวแล้วจึงคืบส่วนหัวออกไปใหม่
หนอนเมื่อโตเต็มที่มีขนาดยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร
จากนั้นจึงลงมาเข้าดักแด้ตามพื้นดินและออกเป็นผีเสื้อต่อไป
หนอนคืบเมื่อฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ
จะแทะเล็มส่วนของผิวใบหรือผิวดอกด้านล่างให้เป็นรอย และถ่ายมูลไปตกไว้ตามใบล่าง ๆ
สังเกตได้ชัดเจน
ส่วนหนอนที่โตแล้วจะกัดกินใบให้แหว่งเว้าหรือเหลือแต่เพียงก้านใบ
หากพบร่องรอยการทำลาย ให้ตรวจหาหนอนซึ่งมักจะซ่อนตัวอยู่ตามใต้ใบหรือลำต้น
เมื่อพบให้ใช้มือจับออกไปทำลายทิ้ง หากพบหนอนในปริมาณมากหรือมีการระบาดรุนแรงเกินกำลังที่ใช้มือจับไปทำลาย
ให้ใช้สารกำจัดแมลงพ่นให้ทั่วต้น สารกำจัดแมลงที่ใช้ได้ผลดีคือ
1. คาร์บาริล (carbaryl) มีชื่อการค้าว่า
เซฟวิน 85 (Sevin 85℅ WP) ใช้ในอัตรา 40
กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
2. เมทโธมิล (methomyl) มีชื่อการค้าว่า
แลนเนท (Lannate) มีลักษณะเป็นผง ความเข้มข้น 40℅ ใช้ในอัตรา 15-40 กรัมต่อน้ำ 20
ลิตร และที่อยู่ในรูปของของเหลวมีชื่อการค้าว่า แลนเนท แอล (Lannate
L) มีความเข้มข้น 18℅ ใช้ในอัตรา 30-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
แมลงหวี่ขาว (Whitefly)
·
แมลงหวี่ขาวที่ลงทำลายโป๊ยเซียเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไปในอีกชื่อหนึ่งว่า
แมลงหวี่ขาวยาสูบ (tobacco
whitefly – Bemisia tabaci(Gennadius)) แมลงหวี่ขาวทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณด้านใต้ใบโป๊ยเซียน
ใบที่ถูกทำลายมาก ๆ จะมีขนาดเล็กและเหลืองร่วงก่อนกำหนด
นอกจากนี้แมลงหวี่ขาวยังขับถ่ายน้ำหวานออกมาตกลงมาบนใบที่อยู่ข้างล่างซึ่งน้ำหวานที่ถ่ายออกมานั้นเป็นอาหารอย่างดีของราดำ
ราดำจึงเจริญขึ้นปกคลุมใบ ทำให้ใบสกปรกและการสังเคราะห์แสงลดน้อยลง
โป๊ยเซียนจึงเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร
แมลงหวี่ขาวเป็นแมลงปากดูขนาดเล็ก
ปีกมีสีขาวซึ่งปกคลุมไปด้วยผงคล้ายแป้งสีขาว ขนาดเมื่อกางปีกออก มีความกว้างของปีก
1.5-2
มิลลิเมตร ตัวเมียวางไข่ด้านใต้ใบอ่อน
ตัวอ่อนเมื่อฟักออกจากไข่จะอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณที่วางไข่นั้น
ตัวอ่อนมีลักษณะกลมรี แบนราบติดกับผิวใบ
เมื่อโตเต็มที่จึงเข้าดักแด้และออกเป็นตัวเต็มวัยต่อไป
มักพบเห็นแมลงหวี่ขาวเข้าทำความเสียหายให้กับโป๊ยเซียนในช่วงที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง
หากพบการระบาด สารกำจัดแมลงที่แนะนำให้ใช้ในการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟสามารถใช้ได้ผลดีกับแมลงหวี่ขาวเช่นกัน
นอกจากนี้การกำจัดวัชพืชบางชนิดเช่น สาบเสือ หญ้าฟองสบู่ ฯลฯ
ซึ่งเป็นพืชอาหารของแมลงหวี่ขาวให้หมดไปจากบริเวณที่ปลูกโป๊ยเซียน
ก็เป็นการช่วยลดปริมาณแมลงหวี่ขาวที่จะเคลื่อนย้ายมายังต้นโป๊ยเซียนที่ปลูกอยู่ด้วย
แมลงศัตรูโป๊ยเซียนชนิดอื่น ๆ ที่พบเข้าทำความเสียหายให้กับโป๊ยเซียนเป็นบางครั้งบางคราวในปริมาณไม่มากนัก
เช่น แมลงหวี่ขาว (spiraling whitefly – Aleurodicus disperses (Russell)) เพลี้ยแป้ง (mealybug) เพลี้ยอ่อน (aphid) หนอนบุ้ง (hairy caterpillar) หนอนด้วงปีกแข็ง (white
grub) หนอนกระทู้ (cutworm) และหนอนม้วนใบถั่วเหลือง
(soybean leafroller – archips micacaena(Walder)) เป็นต้น
ซึ่งถ้าหากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวนต่อการเจริญเติบโต และการแพร่พันธุ์
ประกอบกับการดูแลของผู้ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนไม่ดีพอด้วยแล้ว
แมลงเหล่านี้บางชนิดอาจจะกลาย เป็นแมลงศัตรูสำคัญของโป๊ยเซียนขึ้นมาได้เช่นกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น